You are here: HomeMZ-OthersTechniqueขับขี่ปลอดภัยช่วงหน้าฝนกับ Chevrolet

ขับขี่ปลอดภัยช่วงหน้าฝนกับ Chevrolet

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 0 (0 Votes)

เมื่อเมืองไทยเข้าสู่ฤดูฝน ผู้ขับขี่ต้องเผชิญกับความท้าทายบนท้องถนนหลากหลายรูปแบบทั้งทัศนวิสัยที่ไม่ชัดเจน พื้นผิวถนนที่เปียกลื่น สิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นและน้ำท่วมขังบนพื้นถนน

นายสุพจน์ ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทยคนใหม่ กล่าวว่า รถเชฟโรเลตที่ติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ เช่น ระบบป้องกันการไหลและระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวทั้งในแคปติวา เทรลเบลเซอร์ โคโลราโดและครูซช่วยให้การขับขี่
มีความปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่ช่วงล่างยูโร-ไรด์ของโซนิคและสปินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมรถทั้งบนถนนที่เปียกและแห้ง นอกจากนี้ฟังก์ชั่นอื่นๆ เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝนอัตโนมัติและไฟหน้าอัตโนมัติช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิในการขับรถและระมัดระวังสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น

“ถึงแม้รถยนต์ที่มีความทันสมัยที่สุดในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถรับรองความปลอดภัยในการขับขี่ได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ในสภาพอากาศที่ย่ำแย่ การปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อขับขี่บนพื้นถนนที่เปียกลื่น นอกจากนี้ช่างเทคนิคที่ศูนย์ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตจะช่วยตรวจสอบและสร้างความมั่นใจให้คุณได้ว่ารถของคุณมีความพร้อมในการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น” 

 

เพิ่มทัศนวิสัยแก่ตนเองและผู้ขับขี่รถคันอื่น

ไฟหน้าช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้ทั้งตัวคุณและผู้ขับขี่รถคันอื่นได้มองเห็นในสภาพแสงน้อยและฝนตกหนัก ควรเปิดไฟหน้าในสภาวะที่ฝนตกหนัก คุณธนชาติ จันทร์วาววาม ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลต ช.เอราวัณ นครปฐม แนะนำผู้ขับขี่ไม่ควรใช้ไฟฉุกเฉินยกเว้นเมื่อจอดรถและต้องการให้รถคันอื่นหลบเลี่ยง ถ้ารถของคุณมีไฟตัดหมอกควรเปิดใช้งาน นอกจากนี้ควรตรวจสอบสภาพใบปัดน้ำฝนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ใบปัดน้ำฝนที่ฉีกขาดหรือเสียหายจะทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เกิดคราบน้ำบนกระจกหน้าซึ่งจะลดทัศนวิสัยในการขับขี่

 

เติมลมยางอย่างเหมาะสม

ยางรถยนต์ที่มีแรงดันลมมากเกินไปจะทำให้ตัวรถ “ลอยตัว” เมื่อเคลื่อนที่ การสัมผัสระหว่างหน้ายางและพื้นถนนลดลงทำให้สูญเสียการยึดเกาะ สำหรับยางที่มีแรงดันลมน้อยเกินไปจะทำให้หน้ายางสัมผัสพื้นถนนมากเกินปกติซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงในการสูญเสียการควบคุมรถบนถนนที่มีน้ำขัง คุณธนชาติ จันทร์วาววามเสริมว่าผู้ขับขี่ควรตรวจสอบดอกยาง ยางที่ฉีกขาดหรือเสียหายจะไม่สามารถรีดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลเสียต่อการยึดเกาะถนน

 

ไม่ควรใช้ระบบควบคุมความเร็วหรือครูสคอนโทรล

ผู้ขับขี่ไม่ควรใช้ระบบครูสคอนโทรลบนถนนเปียกลื่น เนื่องจากถ้ายางสูญเสียการยึดเกาะบนถนนที่เปียกลื่น ล้อจะหมุนช้าลงและตัวรถจะชะลอความเร็วลงอย่างต่อเนื่องจนกว่ารอบการหมุนของล้อจะเหมาะสมกับความเร็วที่ใช้งานซึ่งทำให้มีการยึดเกาะถนนตามปกติ แต่ถ้าหากยางสูญเสียการยึดเกาะถนนขณะเปิดใช้งานระบบครูสคอนโทรลซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความเร็วตัวรถให้คงที่ ระบบดังกล่าวจะตรวจจับว่ามีการชะลอความเร็วและจะเร่งเครื่องยนต์ขึ้น  ซึ่งจะทำให้ยางเส้นใดเส้นหนึ่งหรือทั้งหมดสูญเสียการยึดเกาะถนน ส่งผลให้ผู้ขับขี่อาจไม่สามารถควบคุมรถได้

 

เพิ่มระยะการเบรกและหลีกเลี่ยงการสูญเสียการควบคุมรถบนถนนที่มีน้ำขัง

ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วลงเมื่อขับผ่านถนนที่เปียกลื่นและเพิ่มระยะห่างระหว่างรถคันหน้ามากขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อเทียบกับการขับบนถนนที่แห้งเพื่อการเบรกอย่างปลอดภัย การชะลอความเร็วยังลดโอกาสการสูญเสียการควบคุมรถบนถนนที่มีน้ำขัง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อดอกยางไม่สามารถรีดน้ำที่อยู่ระหว่างยางและพื้นถนนได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือยางเส้นใดเส้นหนึ่งหรือหลายเส้นเกิดอาการ “ลอยตัว” บนผิวน้ำ ทำให้ตัวรถและยางลื่นไถล

หากรถสูญเสียการควบคุม ผู้ขับขี่จะรู้สึกว่าพวงมาลัยมีน้ำหนักเบาอย่างกะทันหันและรถไม่ตอบสนองต่อการควบคุมของพวงมาลัย หรือผู้ขับขี่อาจสังเกตว่ารอบเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็วโดยที่ความเร็วไม่เพิ่มขึ้น โดยอาการนี้จะมาพร้อมกับการกระตุก (เนื่องจากยางสูญเสียการยึดเกาะชั่วขณะ) ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายางรถของคุณเริ่มสูญเสียการควบคุมบนถนนที่มีน้ำขัง

เมื่อตัวรถเกิดการสูญเสียการควบคุมบนถนนที่มีน้ำขัง ผู้ขับขี่ควรลดความเร็วลงด้วยการผ่อนคันเร่งโดยไม่ต้องเหยียบเบรก รอให้ความเร็วลดลงและให้ยางยึดเกาะถนนอีกครั้ง ถ้าหากรถเริ่มลื่นไถล ผู้ขับขี่ควรควบคุมพวงมาลัยไปในทิศทางที่ต้องการให้รถมุ่งไปจนกว่ารถจะกลับคืนสู่สภาวะปกติควรเหยียบคันเร่งด้วยน้ำหนักที่คงที่สม่ำเสมอการควบคุมรถด้วยความนุ่มนวลจึงนับเป็นปัจจัยสำคัญ

 

การขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง

ผู้ขับขี่ว่าควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านถนนที่ไม่สามารถมองเห็นหรือเดินผ่านได้ หรือถนนที่มีน้ำท่วมขังสูงกว่ากึ่งกลางของล้อรถ รถเอสยูวีและรถกระบะขนาดใหญ่สามารถแล่นผ่านถนนที่มีน้ำท่วมสูงกว่ารถยนต์นั่งได้ แต่ควรตรวจสอบว่ารถของคุณสามารถขับขี่ผ่านระดับน้ำได้สูงเท่าใดน้ำท่วมขังจะบังสิ่งกีดขวางที่อยู่บนถนนซึ่งผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็น ดังนั้นถ้าคุณต้องขับขี่ผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขังขอให้แน่ใจว่าคุณขับอยู่บนถนนและถนนไม่มีความเสียหายใดๆ ขณะเดียวกันควรเพิ่มความระมัดระวังเมื่อขับขี่บนถนนที่ไม่คุ้นเคยเนื่องจากอาจมีหลุมที่ลึกเกินกว่าที่รถจะผ่านไปได้ผู้ขับขี่สามารถจอดรถและสังเกตรถคันอื่นว่าสามารถขับผ่านไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

หากขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง ควรขับรถบนกึ่งกลางหรือใกล้กับกึ่งกลางของถนน เนื่องจากระดับน้ำจะต่ำที่สุด ใช้เกียร์ต่ำและรอบเครื่องยนต์สูง ใช้เกียร์หนึ่งหรือเกียร์ “L” ขึ้นอยู่กับประเภทของเกียร์ ควรรักษาความเร็วให้คงที่ ไม่ควรถอนคันเร่งเนื่องจากเครื่องยนต์ที่ลดความเร็วจะทำให้น้ำไหลเข้าสู่ท่อไอเสียและสร้างความเสียหายต่อแคตทาไลติกคอนเวอร์เตอร์ นอกจากนี้ควรขับรถด้วยความเร็วต่ำมากเพื่อไม่ให้ที่กรองอากาศด้านหน้ารถดูดน้ำเข้าไปในเครื่องยนต์ ถ้าน้ำไหลเข้าสู่ท่อไอเสียหรือเครื่องยนต์จะส่งผลเสียรุนแรงและมีค่าซ่อมแซมสูง

ในถนนที่มีน้ำท่วมขัง ขับรถเข้าสู่ถนนด้วยความเร็วไม่เกิน 3 กม./ชม. และเพิ่มความเร็วเป็น 6 กม./ชม. เมื่อต้องขับผ่าน ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นน้ำด้านหน้าและลดระดับน้ำโดยรอบห้องเครื่องยนต์ลงช่วยลดความเสี่ยงที่น้ำจะไหลเข้าสู่ที่กรองอากาศและสร้างความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกต่างๆ ถ้าใช้ความเร็วมากกว่านี้จะทำให้น้ำไหลผ่านกระจังหน้าเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ได้

ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควรหรือขับรถผ่านน้ำท่วมขังทีละคันเพื่อป้องกันการหยุดรถกลางถนนถ้ารถคันหน้าชะลอความเร็ว ควรระมัดระวังว่าไม่มีรถที่ขับมาจากเส้นทางอื่นเนื่องจากคลื่นของน้ำอาจท่วมรถได้ โดยเฉพาะถ้ารถคันอื่นใช้ความเร็วสูงเกินไปเมื่อขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง ควรย้ำเบรกอย่างนุ่มนวลเป็นระยะ หากผู้ขับขี่มีทักษะสามารถใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกได้ เมื่อรู้สึกว่าเบรกจับตัวแล้วให้กลับมาขับขี่ตามปกติ ควรจอดรถเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีขยะ เช่น ถุงพลาสติกหรือเศษสิ่งของอื่นๆ ติดอยู่ที่กระจังหน้าหรือหม้อน้ำ

ขอให้ตระหนักว่าน้ำท่วมขังที่สูง 15 ซม. จะถึงระดับใต้ท้องรถยนต์นั่งบางคัน ขณะที่รถยนต์นั่งส่วนใหญ่จะเริ่มลอยตัวในระดับน้ำ 30 ซม. ส่วนระดับน้ำ 60 ซม. จะทำให้รถส่วนใหญ่ซึ่งรวมถึงเอสยูวีลอยตามน้ำไปได้โดยไม่เกี่ยวกับความเร็วของกระแสน้ำแต่อยู่ที่กำลังและปริมาตร จึงไม่ควรเสี่ยงขับรถผ่านระดับน้ำที่สูงมากดังกล่าว

ขับด้วยความปลอดภัย

ให้ขับขี่อย่างนุ่มนวลและหลีกเลี่ยงการเบรกหรือหักเลี้ยวพวงมาลัยกะทันหันเพราะอาจทำให้รถเสียการทรงตัว ควรเบรกก่อนเข้าโค้งและเหยียบคันเร่งออกจากโค้งอย่างนุ่มนวล

ขับขี่อยู่บนหรือใกล้กับกลางถนนหรือกึ่งกลางของถนน เนื่องจากน้ำจะไหลลงไปท่วมขังที่ด้านข้าง ควรระมัดระวังผู้ขับขี่รถคันอื่นที่ใช้ความเร็วมากกว่าและปฏิบัติตามกฎหมายรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าเพื่อไม่ให้น้ำกระเซ็นขึ้นมาบนกระจกหน้าซึ่งจะลดทัศนวิสัยลงได้โดยเฉพาะเมื่อขับตามหลังรถขนาดใหญ่ ถ้าเป็นไปได้ควรขับตามรอยล้อรถคันหน้าเนื่องจากรอยล้อดังกล่าวจะมีระดับน้ำต่ำกว่าส่วนอื่นๆ ของถนนขับขี่ด้วยความระมัดระวังสูงสุดถ้าฝนเริ่มตกลงมาบนถนนที่แห้งโดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกปรอยๆ เนื่องจากในช่วงที่พื้นถนนแห้งจะมีคราบน้ำมัน (จากท่อไอเสีย น้ำมันรั่วไหลและอื่นๆ) ตกค้างอยู่บนพื้นผิว ฝนที่โปรยลงมาจะทำให้คราบน้ำมันดังกล่าวลอยขึ้นเคลือบอยู่บนผิวถนน (น้ำมันเบากว่าน้ำ) ส่งผลให้ถนนมีความลื่นสูงซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก การขับรถบนถนนเช่นนี้บางครั้งจะเหมือนกำลังเล่นสเก็ตอยู่บนพื้นน้ำแข็ง ซึ่งพื้นผิวถนนจะยังคงความลื่นอยู่ระยะหนึ่งจนกว่าจะถูกชะล้างหรือฝนตกลงมาอย่างหนัก

ควรเข้ารับการฝึกอบรมการขับขี่อย่างปลอดภัยเพื่อเรียนรู้การควบคุมพวงมาลัยเมื่อเกิดอาการอันเดอร์สเตียร์และโอเวอร์สเตียร์ การควบคุมตัวรถอย่างถูกต้องในทุกสถานการณ์ไม่เพียงเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับปฏิกิริยาตอบสนอบของผู้ขับขี่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันบนท้องถนน ไม่ว่าจะขับขี่ภายใต้สภาพอากาศแบบใดก็ตาม ผู้ขับขี่ควรมองถนนตลอดเวลาและใช้สองมือควบคุมพวงมาลัยอยู่เสมอ

 

 

Pretty